ข้อเสื่อมระยะที่1ดูแลอย่างไรห่างไกลโรค

คุณพ่อ คุณแม่ที่ติดตามเพจ YuMOVE Thailand คงจะคุ้นเคยกับ “โรคข้อเสื่อม” กันดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ

แล้วรู้หรือไม่ว่า “โรคข้อเสื่อม” มีหลายระยะ แบ่งได้ดังนี้
  • ระยะ 0 = ไม่มีอาการทางคลินิก และไม่มีความเสี่ยง

  • ระยะที่ 1 = ยังไม่มีอาการเจ็บ ยังไม่เดินกะเผลก แต่มีความเสี่ยง

  • ระยะที่ 2 = มีอาการเจ็บเล็กน้อยจากโรคข้อเสื่อม

  • ระยะที่ 3 = มีอาการเจ็บปานกลางจากโรคข้อเสื่อม

  • ระยะที่ 4 = มีอาการเจ็บมาก จากโรคข้อเสื่อม

โดยแต่ละระยะก็จะมีการดูแลจัดการที่ต่างกันออกไป และวันนี้เราจะมาพูดถึงระยะที่ 1 กันนะคะ เป็นระยะที่น้องยังไม่เจ็บ ไม่เดินกะเผลก แต่มี “ปัจจัยเสี่ยงเสี่ยง” ที่จะทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมตามมา

ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ น้องที่เป็นพันธุ์เสี่ยง น้องที่น้ำหนักเกิน หรือน้องที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ขาหรือข้อต่างๆ ก็จะเหนี่ยวนำทำให้เกิดโรคเสื่อมตามมาได้

ในน้องที่เป็นพันธุ์เสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรคเกี่ยวกับพัฒนาการ เช่น ภาวะข้อสะโพกเสื่อมที่มักพบใน 4 สายพันธุ์นี้ American shepherd, Golden retriever, Labrador retriever และ Rottweiler จะแนะนำให้ตรวจร่างกายตามช่วงอายุ

ในน้องที่อายุน้อยกว่า 1 ปี แนะนำให้ไปพบคุณหมอ 2-3 ครั้งในช่วงที่กำลังเจริญเติบโต (ช่วงอายุ 3 เดือนถึง 1 ปี) เพื่อทำการถ่ายภาพรังสี และยิ่งวินิจฉัยโรคได้เร็ว ยิ่งสามารถวางแผนการจัดการได้เร็ว

ในน้องที่มีอายุมากกว่า 1 ปี แนะนำให้ไปพบคุณหมอทุกๆ 6 เดือนเพื่อทำการตรวจร่างกาย โดยอาจยังไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสี หากไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ เช่น

  1. เดินขากะเผลก หรือลุกขึ้นยากๆ โดยเฉพาะหลังนอนนานๆ

  2. ไม่ค่อยอยากวิ่งเล่น หรือเล่นได้ไม่นานเหมือนเดิม

  3. ขึ้นลงบันได หรือกระโดดขึ้นโซฟายากขึ้น

  4. ชอบเลียบริเวณข้อต่อที่ปวด

  5. บางครั้งอาจหงุดหงิดง่ายขึ้น เพราะความเจ็บปวด

เพราะหากเจออาการดังกล่าว แสดงว่าน้องเริ่มมีความเจ็บปวด โรคข้อเสื่อมก็อาจดำเนินไปถึงระยะ 2 แล้วจึงควรตรวจโดยละเอียดอีกครั้ง

โดยการจัดการที่แนะนำในโรคข้อเสื่อมระยะที่ 1 คือ
  1. การคุมน้ำหนัก (สำคัญมากในการลดแรงกระทำต่อข้อกระดูก)

  2. ใช้อาหารสำหรับโรคข้อกระดูก ที่มีอัตราส่วน omega3:omega6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม

  3. ใช้อาหารเสริมที่มี omega-3 เนื่องจาก omega-3 สามารถช่วยในการลดการอักเสบและลดความเจ็บปวด ทำให้คุณภาพชีวิตของน้องดีขึ้น ไม่ต้องทนต่อความเจ็บปวด

  4. ออกกำลังกายเบาๆอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งมีประโยชน์เรื่องการรองรับแรงที่กระทำต่อข้อต่อ เช่น เดินผ่านสิ่งกีดขวาง เดินขึ้น-ลงบันไดที่ไม่ชันมาก

  5. การทำกายภาพบำบัด เช่นการใช้ laser เย็นลดอักเสบ การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น หรือการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อช่วยลดความเจ็บปวด

อ้างอิง: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC10436090/